Valletta, the capital of Malta

สวัสดีทุกๆคน ก่อนอื่นต้องเกร่นก่อนว่าจริงๆแล้วตัวเราเองก็ไม่รู้จักประเทศ Malta เหมือนกันว่ามันอยู่ที่ไหน ไม่เคยแม้แต่จะได้ยินชื่อด้วยซ้ำ แต่ที่รู้จักเพราะว่าตอนที่รับคนจาก Couch Surfing มานอนที่บ้าน เค้าก็ชวนไปเลี้ยงเบียร์ละก็นั่งคุยกันเรื่องเที่ยวบ้าง เรื่องอื่นๆบ้าง ไปๆมาๆเค้าก็บอกว่าพึ่งกลับมาจากประเทศ Malta สวยประทับใจมาก เรากับเพื่อนๆก็ เอ๊ะ! มันคือประเทศเหรอไอ้ Malta เนี่ย? สงสัยมาก เลยกลับมา Google Map ดูว่ามันอยู่ตรงไหนแล้วก็พบว่ามันอยู่ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลี กับทวีปแอฟริกา ไม่ใกล้ไม่ไกลจากที่ๆเราอยู่นี่เอง แถมยังอยู่ในเขตประเทศที่สามารถใช้ Schengen VISA เข้าได้อีกด้วย

ว่าแล้วก็เข้าเว็บ Ryan Air ปรากฎว่า มี flight ไป Malta ด้วย พอเช็คราคาของเสาร์อาทิตย์ที่ว่างแล้วมันมีไปเช้าวันเสาร์กลับอังคารเที่ยง (ต้องโดดเรียน ~วันนึง:P ) แต่พอมาดูราคาปุ๊ปกดซื้อทันทีเพราะว่าราคาตั๋วไปกลับ 12 Euros เท่านั้น O_O ขอบคุณ Ryanair😀 ที่ทำให้มีโอกาสไปเที่ยวประเทศที่สวยงามและราคาถูก (ค่าครองชีพถูกที่สุดเท่าที่เจอมาในยุโรป) อย่างงี้

ก่อนจะเดินทางไปเนื่องด้วยจากเรียนหนักและงานเยอะเลยไม่ได้วางแผนอะไรในการเที่ยวเลย (ตามแบบฉบับ ปุปปั๊ปทัวร์ 555) แต่อย่างน้อยๆก็หาที่พักไว้เท่านั้น ซึ่งเราก็ได้ใช้การหา Host จาก Couchsurfing นี่เอง ไปเจอ Host คนนึงชื่อ Jeff Muscat เป็นคนท้องถิ่นที่นั่นอยู่คนเดียวในบ้าน และ มีหมา! รู้สึกถูกชะตาเลยเขียน request ไปซักอาทิตย์นึงเค้าก็ตอบกลับมาว่ามาอยู่ได้ตลอด 3 คืนเลย และเค้าว่างพาไปเที่ยวได้ด้วย เย่! จากนั้นซักสองสามวันก่อนวันไปเค้าก็ส่งอีเมล มาบอกว่าคืนแรกที่เราจะไปอยู่ด้วยเค้าต้องไปงาน Boogie Night เป็น Party ยุค ’70s แล้วเค้าก็ชวนเราไป เค้าซื้อตั๋วให้แล้วราคา 10 euro ไปจ่ายเงินคืนทีหลังได้ แต่เรื่องชุดนี่ไม่มีปัญหาเพราะเค้ามีชุดลุงแซม กับ เอลวิส เตรียมไว้ให้เราเรียบร้อย แบบว่ายังไม่ทันจะได้ไปเที่ยวก็เริ่มเห็นความมันส์ของทริปนี้ขึ้นมาซะแล้ว ค่อยๆติดตามได้เลยนะครับ🙂

วันแรกไปถึง โชคดีมากมาช่วงงาน Malta Medieval Festival 2011 พอดี Jeff (host จาก CouchSurfing) ก็พาเรากับเพื่อนๆทั้ง 4 คนไปเดินดูงานที่จัดอยู่ภายในเขตเมืองเก่า ซึ่งประเทศ Malta นี้มีทั้งธรรมชาติที่สวยงาม และประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน เรื่องประวัติศาสตร์เราอาจจะอธิบายไม่สันทัดดีนักแนะนำว่าถ้าอยากศึกษาก็ลองไปหาดูจะดีกว่า แต่ Jeff บอกว่าประเทศเค้ามีประวัติศาตร์ และก่อตั้งมาแล้วยาวนานมาก โดยรวมๆแล้วเค้าจัดงานค่อนข้างดี ทั้งที่มีชาวเมืองแต่งกายตามยุคสมัยนั้นเดินไปเดินมา เดินพาเหรด โชว์การต่อสู้ ตลอดทั้งวัน

โชว์การต่อสู้

การแสดงต่างๆ

พาเหรดของชาวท้องถิ่น

วิวจากบนกำแพงเมืองสวยงามมาก เพราะกำแพงเมืองเก่าที่อยู่นี้เป็นเมืองค่อนข้างสูงเลยเห็นวิวของเมืองรอบๆข้างไปจนถึงชายทะเลเลย

หลังจากเดินดูงานและเขตเมืองเก่าได้เกือบค่อนวันก็เหนื่อยพอสมควร Jeff เลยอาสาพาไปร้านขนมขาประจำของคนท้องถิ่น (นี่เป็นข้อดีมากๆข้อหนึ่งของการที่มีคนท้องถิ่นพาเที่ยว) ร้านนี้เป็นร้านขายขนมท้องถิ่นแค่สองสามอย่างเท่านั้นแต่มีคนท้องถิ่นแวะเวียนเดินเข้าออกตลอดวัน เนื่องด้วยจากการที่เป็นของว่างยอดนิยม และเป็นร้านที่พบปะสังสรรค์ของคนท้องถิ่น และราคาถูกมาก! ขนมที่เห็นในภาพชิ้นละแค่ 25 cent หรือแค่ 0.25 Euro เท่านั้น (หลังจากอึ้งกับราคาค่ารถบัสที่ถูกแค่เพียงเที่ยวละ 47 cent แล้วก็มาประทับใจกับราคาขนมที่แสนถูกอันนี้)

ขนมและเครื่องดื่มท้องถิ่นของ Malta

ขนมทรงคล้ายๆกะหรี่ปั๊ป แต่แป้งกรอบบางคล้ายๆพาย มีสองใส้คือชีสและถั่ว อร่อยมากทั้งสองอย่างเลย🙂 ส่วนน้ำดื่มข้างๆเป็น soft drinkแบบไม่อัดลมชื่อ Kinnie รสชาติแปร่งๆนิด ข้างๆขวดเขียนบรรยายรสชาติตัวเองว่า “A refreshing non-alcoholic drink made from bitter oranges and aromatic herbs” รสชาติก็ตามนั้นจริงๆ ถูกใจคนท้องถิ่นเป็นน้ำยอดนิยมแต่แค่ไม่ถูกปากเราเท่านั้น 555

จากนั้น Jeff ก็ต้องไปทำธุระของเค้า เราสี่คนเลยเดินเที่ยวเองตอนเย็น วางแผนที่จะเดินไปดูพระอาทิตย์ตกดินในหมู่บ้านข้างๆกัน เดินไปตามทิศตะวันตกเรื่อยๆเพราะไม่มีแผนที่เลยแม้แต่น้อย หวังแค่ว่าจะเดินไปให้ทันพระอาทิตย์ตกดินเท่านั้น สุดท้ายก็ไปถึงเมืองชายฝั่งตะวันตกทันสมใจได้ดูพระอาทิตย์ตกดินด้วยอาการเหนื่อยหอบเล็กน้อย – -‘ แต่ก็ได้ถ่ายรูปสวยงามมากมายจากที่เมืองนี้

อาคารรูปทรงแปลกตาอยู่ริมหน้าผาที่จะไปดูอาทิตย์ตกดิน

อาทิตย์ตกดินที่ Malta🙂

ถึงแม้ว่าวันนี้จะเหนื่อยหอบมาพอสมควรทั้งที่ต้องออกเดินทางมาจากสเปนตอนเช้า เดินเที่ยวเมืองเก่าทั้งวัน และเดินอีกกว่าชม.มาดูพระอาทิตย์ตกดิน เลยตกลงนั่งรถบัสกลับไปยังเมือง Rabat (เมื่องที่บ้านของ Jeff ตั้งอยู่) แต่ค่ำคืนนี้ยังอีกยาวไกลนักเพราะว่าคืนนี้เป็นคืนที่จะต้องไปงานปาร์ตี้ยุค ’70s (ฺBoogie Night) กลับไปถึงบ้าน Jeff ก็สลบไสลไปด้วยความเหนื่อยประมาน ชม นึง พอตื่นมา Jeff ก็เตรียมสลัดไว้ให้เรากินแก้หิวจานใหญ่ พร้อมกับ Vodka + RedBull เรียกกำลังก่อนไปงาน😛 จากนั้นเราก็เปลี่ยนชุุดที่ Jeff เตรียมให้ไว้เรียบร้อย เพื่อให้เข้า Theme งานกันแล้วก็พร้อมที่จะออกเดินทาง

Boogie 70’s Night Costume

โดยที่จะไปเริ่มต้นดื่มกันที่ pub ท้องถิ่นแถวบ้านก่อนตอนประมาน 5 ทุ่ม ก่อนไปเข้างานจริงๆตอนเที่ยงคืนกว่าๆได้ โดยค่าเครื่องดื่มทั้งหลายแหล่ตลอดทั้งคืนก็จ่ายกันโดยใช้วิธีใส่เงินลงไปในกองกลาง เรากับเพื่อน (แค่2 คนที่ไปงาน) + Jeff + เพื่อน Jeffที่เป็นคนขับรถ รวมกันสี่คน เป็นคืนไป Party ที่สนุกสนานมากที่สุดคืนนึงของการมายุโรปในช่วง 1 ปีนี้เลยก็ว่าได้ กลับกันตอนตี 5 สลบไสลกันไปตามระเบียบ ;P

ทางเข้างาน Boogie Night ถ่ายตอนยังมีสติครบถ้วน 555

เช้าวันต่อมานัดกันแต่เช้าว่าจะไปตลาดปลาแต่ตอนเช้า แต่ผลกระทบจากปาร์ตี้เมื่อคืนทำให้กว่าจะตื่นมาทำอะไรกันได้พร้อมเที่ยวก็ปาไปเกือบ 11 โมงแล้วซะงั้น – – เลยเปลี่ยนแผนว่าวันนี้จะไปเดินเล่นเมืองหลวง Valletta และเมืองรอบๆแทน เมืองหลวง Valletta เป็นเมืองหลวงที่ติดทะเล มีท่าเรือใหญ่และน้อยมากมาย โดยปกติแล้วจะมีเรือโดยสารลำใหญ่ และ เรือยอร์ทลำเล็ก ประกอบกับเรือท้องถิ่นจอดเรียงรายตามชายฝั่งให้เป็นที่น่าชื่นชม เหมาะสำหรับการถ่ายรูปเป็นอย่างมาก วิวที่เห็นด้านล่างเป็นวิวจากขอบด้านหนึ่งของกำแพงเมืองมองมายังชายฝั่ง

วิวจากกำแพงเมือง Valletta

จากนั้นเลยไปกินอาหารท้องถิ่นจากร้านอาหารใกล้ๆกำแพง แต่จำชื่อไม่ได้แล้ว แต่ว่าส่วนมากราคาจะไม่แพงเลย (ถือว่าถูกได้เลยสำหรับราคาในร้านอาหาร) ยกตัวอย่างอาหารตามรูปด้านล่างเป็นหมูพันผักโขมและแฮม ปรุงสไตล์ท้องถิ่น ราคาเพียงแค่จานละ 5 Euros เท่านั้น ตบท้ายด้วยของหวานที่คนแถวนี้นิยมกินกันคือ ไอศกรีมเสิร์ฟกับขนมปังคล้ายๆพัฟสอดไส้ถั่วแดงราดด้วยน้ำผึ้ง ราคาเพียง~ 2 Euros เท่านั้น (ขนมอันนี้อาจจะดูน้อยไปนิดนึง แต่คิดว่าเป็นราคาในร้านอาหาร และได้ลองของท้องถิ่นก็ถือว่าไม่แพงเลย)

อาหารเมนูท้องถิ่น (BRAGIOLI) ราคาเพียง 5 Euros

ของหวานท้องถิ่นของคน Malta ไอศกรีม+เบเกอรี่ ราดน้ำผึ้ง (ชื่อว่า IMQARET)

หลังจากอิ่มแปร้กับอาหารเที่ยงแล้วก็ไปเดินชมเมือง แต่เสียดายที่วันนี้เป็นวันอาทิตย์ร้านรวงต่างๆก็ปิดกันตามระเบียบ แม้กระทั่งโบสถ์ขนาดใหญ่ใจกลางเมืองที่มีชื่อเสียงก็ปิด (ไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้า) เหลือแต่เพียงแต่ร้านอาหารบางร้านเท่านั้น เราเลยได้โอกาสเดินเล่นในเมืองชิวๆในบรรยากาศ (ร้อนๆ) ที่ไม่ค่อยมีคนพลุกพล่านมากนักในบ่ายวันอาทิตย์อย่างนี้

บรรยาการเมือง Valletta ในบ่ายวันอาทิตย์

 จากนั้นก็นั่งรถเมล์ต่อไปยังเมืองข้างๆใกล้ๆที่เห็นอยู่ลิบๆจากชายฝั่งแต่ว่าเดินไปไม่ถึงเพราะมันมีละเลกั้นอยู่ ไปดู Fort Saint Michael & Fort St Angelo ตัวป้อมปราการไม่ค่อยมีอะไรน่าตื่นตาตื่นใจมากนัก แต่ว่าได้เดินดูบรรยาการ และบ้านเมืองรอบๆ รวมทั้งถ่ายวิวทิวทัศน์จากต่างมุมก็สวยงามดีไปอีกแบบ รถเมล์ที่นั่นไปเหมือนในรูปด้านล่าง เป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของประเทศนี้ไปแล้ว อธิบายง่ายๆคือรถเมล์เขียวบ้านเรานี่เอง เหมือนกันทั้งการขับรถที่หวาดเสียว สภาพรถที่ปุเรงๆไม่ค่อยสมบูรณ์บ้าง การเก็บเงินที่บางครั้งก็ไม่ค่อยจะทองเศษแบบ 3 cents อะไรประมานนี้ แต่ว่าค่ารถอย่างที่บอกไปแล้วว่าถูกมากๆ (0.47 Euro) เทียบกับประเทศอื่นๆในแถบยุโรปไม่ได้เลย แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าเมื่อไม่นานมานี้ (~August) รัฐบาล Malta ได้ยกเลิกสัมปทานของรถบริษัทนี้ไปหมดแล้วทั้งประเทศ รวมทั้งพนักงานขับรถแบบเก่าทุกคนด้วย ถ้าไป Malta ตอนนี้คงได้เจอรถแบบใหม่ที่มีบริการดีขึ้น รถดูทันสมัยมากขึ้น แต่ว่าขาดความ classic อย่างหนึ่งของ Malta ไปอย่างแน่นอน

เรือยอร์ทจอดเรียงรายเต็มชายฝั่งเมือง

ที่นี่ยังมีเรือคล้ายๆกับเรือ กอนโดลา ของเวนิซด้วย แต่ว่าค่าบริการนั่งถูกกว่ามากและแน่นอนว่าไม่หรูหราเท่ากับที่เวนิซ อีกทั้งยังใช้เครื่องยนต์ด้วย ตอนที่ไป Malta ได้จองตั๋วไปเที่ยว เวนิซ เรียบร้อยแล้วเลยคิดว่าอดใจไปนั่งกอนโดล่าจริงๆที่เวนิซดีกว่า มานี่แค่ดูบรรยากาศไปก่อน (จริงๆแล้วไปถึงเวนิซก็ไม่ได้นั่งกอนโดล่า เพราะราคาแพ๊งแพง 555)

หนึ่งในเรือท้องถิ่นของ Malta คล้ายๆ Gondola ของ Venice แต่มีเครื่องยนต์ขับ

 ตกเย็นวันนี้เราไปเดินดูพระอาทิตย์ตกดินที่อีกเมืองชายฝั่งพร้อมกับรอ Jeff มารับไปลองกินร้านอาหาร (หรูขึ้น) แต่ดำเนินการโดยคนท้องถิ่นแท้ๆ ที่ราคาถูกและมีของที่คนท้องถิ่นนิยมกินกัน เช่น เนื้อม้า เนื้อกระต่าย และเนื้อนกพิราบ ซึ่งพวกเราทั้งสี่คนก็ได้ลิ้มลองกินเนื้อทั้งสามชนิดกันครบถ้วน คนอื่นๆชอบเนื้อม้ากัน แต่ส่วนตัว (ที่ปกติไม่ค่อยกินเนื้อวัวอยู่แล้วด้วย) ไม่ค่อยชอบเพราะรู้วสึกว่าเนื้อมันกลิ่นแรง (กว่าเนื้อวัว) และแค่ชิมไปสามสี่ชิ้นเพื่อลองรสชาติและกลับมากินเนื้อกระต่ายและนกแทนดีกว่า🙂 มื้อนี้พวกเราสี่คนเริ่มรู้สึกเกรงใจ Jeff ที่คอยพารับพาส่ง พาไปเที่ยว ทั้งๆที่พึ่งเคยมารู้จักกันผ่าน CouchSurfing เลยเลี้ยงข้าวมื้อนี้เค้าไปเลย อิ่มแปร้ พุงกางกลับไปนอนทุกคนคืนนี้

เช้าวันที่สาม ตื่นมาพร้อมความสดชื่นพร้อมที่จะไปเดิน trekking จากเมืองหนึ่งไปยัง Megalithic Temples of Malta ที่อยู่อีกเมืองหนึ่งซึ่งเป็นเขตมรดกโลกด้วย (UNESCO World Heritage Sites) เพราะว่าเป็น The oldest free-standing structure in the world ระหว่างทางเดินไปก็เป็นบรรยากาศริมทะเลอีกแบบหนึ่งอย่างที่เห็นตามรูปด้านล่าง แบกอาหารกันไปกินระหว่างทางด้วย (ขนมยอดนิยมจากร้านเดิม)

มองย้อนหลังไปดูบรรยากาศทางเดินจากเมืองไปยังวัด

ความใสของน้ำทะเลที่นี่ จนเพื่อนๆอดใจไม่ไหวต้องโดดลงไปเล่นเลยทีเดียว

ในที่สุดก็เดินมาถึงจุดหมายปลายทางคือวัดโบราณซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นอาคารที่เก่าแก่ที่สุดในโลก โดยมีอายุประมาณ 5000 ปีแล้วโดยได้รับการดูแลรักษาอย่างดีโดยใช้เงินทุนจาก EU และ รัฐบาล Malta อย่างละครึ่งๆ จริงๆแล้วจะมีอาคารหลักๆที่เห้นว่าอยู่ใต้โดมสีขาวในรูป ถึงมันจะดู artificial รกหูรกตาไปหน่อยแต่มันก็มีประโยชน์ คือใช้เพื่อทำการวิจัยเรื่องผลกระทบของความร้อน และแสงแดดต่อการสึกกร่อนของอาคาร มีการใช้กล้องความร้อนเก็บข้อมูลวิจัยอยู่เป็นประจำ

The oldest free-standing structure in the world.

 ด้านในก็คล้ายๆกับกองซากปรักหักพัง ที่มีเจ้าหน้าที่ให้การดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างดี แต่ก็ถือว่าอนุญาตให้เราเข้าไปชมได้เยอะและใกล้ชิดพอสมควร จริงๆแล้วจะมีอยู่สองอาคารหลักๆใกล้ๆกัน เสียเงินทีเดียว (แพงอยู่ ประมาน 7-8 Euros ได้) เข้าได้สองที่พร้อมแถมเข้าชมพิพิธภัณฑ์ตอนเริ่มต้นได้ฟรีอีกด้วย ส่วนตัวก็ไม่ค่อยสนใจด้านประวัติศาสตร์มากนักแต่ก็ถือว่าตื่นตาตื่นใจและเข้าได้ใกล้ชิดพอสมควร

อายุเก่ามากแต่เข้าชมได้ใกล้ชิดพอสมควรเลย

 จากนั้นครึ่งบ่ายเลยมาดูความสวยงามของน้ำทะเลและชายฝั่งที่ Blue Glotto ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆชายฝั่งมองจากมุมสูงคล้ายๆ Fjord สั้นๆของนอร์เวย์ (แต่ไม่ใช่) ที่เราสามารถนั่งเรือออกไปชมความใสและสวยงามของน้ำทะเลพร้อมทั้งถำ้ต่างๆในทะเลอย่างใกล้ชิด ราคาตั๋วเขียนไว้ชัดเจนไม่แพงมาก (ประมาน < 8 Euros จำแน่ๆไม่ได้) แต่ก็คุ้มค่ากับประสบการนั่งเรือท้องถิ่นออกไปชมถ้ำ และทัศนียภาพกลางทะเล

Welcome to Blue Grotto

โชเฟอร์เรือผลัดเวรกันพานักท่องเที่ยวออกไปชมความสวยงาม

ออกทะเลชมความสวยงามของสถาปัตยกรรมธรรมชาติ

หลังจากกลับมาเพื่อนๆก็ทนความสวยงาม ความใสล่อตาล่อใจของน้ำทะเลที่นี่ไม่ไหว เลยต้องกระโจนลงน้ำเล่นกันเป็นรอบที่สองของวัน

น้ำทะเลใส สวยขนาดนี้ใครจะอดใจไหว

 หลังจากนั้นมาจบวันที่เมือง Marsaxlokk ซึ่งขึ้นชื่อด้านการเป็นหมู่บ้านชาวประมง ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีชาวประมง พร้อมเรือท้องถิ่นอยู่มากมาย และมาถึงก็ไม่ผิดหวังจริงๆ ได้เจอทั้งชาวประมงกำลังถังแห ชาวบ้านนั่งชิวกัน รวมทั้งเรือประมงท้องถิ่นมากมาย

ชาวประมงท้องถิ่นกำลังถังซ่อมแหจับปลา

เรืองประมงพื้นบ้านมากมาย

ชาวบ้านนั่งชิวกันหน้าบ้าน ใจดีขอถ่ายรูปได้🙂

 ปิดท้ายวันนี้ด้วยการไปกินอาหารทะเล (มากินของสดๆถึงถิ่น) กับร้านอาหารหรูริมหาด (แต่ว่าคุยกันถูกคอเลยได้ลดราคาไปเยอะ) แต่ถ้าดูกันจริงๆแล้วบ้านเรายังถูกกว่าเยอะ และได้เยอะกว่านี้มาก หากไปกินกันถึงถิ่นภาคใต้กันจริงๆแล้ว แต่ว่าราคาที่นี่ก็ถือว่าถูกถ้าคิดว่ากินอาหารทะเลสดๆในย่านยุโรป ทั้งโต๊ะ เสียคนละ 20 Euros รวมทุกอย่าง มีปลาห้าตัวใหญ่ กุ้ง หอย ออเดอร์ฟ น้ำ และบริการที่ประทับใจ

อาหารหรูปิดท้ายทริป ถ่ายพร้อมเจ้าของร้าน(ขวาสุด)ที่ไปเมืองไทยมาแล้วหลายครั้ง😛

สุดท้ายกลับมาเฉลยเรื่องที่ว่าสิ่งๆหนึ่งที่เรือท้องถิ่นจริงๆทุกลำจะต้องมีคือ ตาของเทพโอซิลิส ซึ่งเชื่อกันว่าถ้าเรือลำไหนมีตาประดับไว้จะทำให้รอดพ้นจากอันตรายในการออกทะเล บ้างก็เชื่อว่าทำให้โชคดีจับปลาได้ปลาเยอะ ก็ทำให้สิ่งๆนี้เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของเรือจับปลาท้องถิ่นของ Malta ไปซะแล้ว ผู้โชคดีตอบคำถามถูกได้รับโปสการ์ดจาก AMORNTARtraveller ติดตามที่ Facebook Page เลย

Eye of Osiris (Eye-catching boat) will bring you luck.

 สรุปท้ายทริปนี้ ต้องถือว่าการไป Malta ครั้งนี้เป็นทริปที่ประทับใจที่สุดในการเที่ยวหลายๆที่เลยทีเดียว ขนาดทั้งๆที่ยังไม่ได้ไปยังด้านเหนือๆของประเทศที่ขึ้นชื่อด้านความสวยงามของธรรมชาติมาก (ซักวันหนึ่งต้องกลับมาเที่ยวอีกให้ครบให้ได้) Malta มีส่วนผสมที่ลงตัวทั้งความสวยงามตามธรรมชาติของน้ำทะเล และประวัติศาสตร์อันยาวนาน ประกอบกับค่าครองชีพที่ถูกแสนถูก (ทั้งทริปจ่ายใช้เงินไป <70 Euros รวมค่าเครื่องบินจาก Girona, Spain) และเป็นที่แน่นอนว่าที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่บางส่วนของความสวยงามที่น่าหลงไหลของประเทศหมู่เกาะเล็กๆ ใจกลางทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเท่านั้น ยังมีอีกหลายส่วนที่ยังไม่ได้ไปสัมผัสพบเห็น ซึ่งเพียงแค่นี้ก็ทำให้เราหลงไหลเสน่ห์ของประเทศนี้ไปเสียมิได้ และหวังว่าซักวันหนึ่งจะได้มีโอกาสกลับมาเยือน Jeff Muscat (Host จาก CouchSurfing) ที่ใจดี และ เยือนธรรมชาติอันสวยสดงดงามที่เหลือของประเทศนี้อีกให้ได้ ส่วนตัวนั้นการมา Malta นี้ คุ้มค่ามาก และแนะนำให้ทุกๆคนมาให้ได้ครับ
ยังมีรูปภาพสวยงามอีกมากมาย ติดตามรับชมได้ที่ Facebook Fanpage ครับ

แล้วเจอกันใหม่ทริปหน้า สวัสดี!
AMORNTARtraveller ^_^)/

12 responses »

  1. Pingback: ทริปไป Malta พร้อมให้ทุกท่านอ่านแล้วคร๊าบบบ :) « AMORNTARtraveller

  2. Hi, I google translate your writing, and got a hint of your article about Malta. I am glad that Malta was a great place for you to visit, I remember every moment with you and your friends… I must say you were the best guests ever!!!

    Also I would like to give you the names of the local menu, which is BRAGIOLI and local dessert which is called IMQARET…..

    I hope to see you gain on the ROCK…..Malta!!

    • Hello Jeff, how are you so far? Hope you are doing good with everything🙂 By the way, sorry that I didn’t write this article in English and thank to Google that give you some hint (even though Google translate in Thai is not so good, lol )

      I would say the trip to Malta was my favorite too. I will go back to visit the rest of Malta for sure. Hope to see you soon🙂

    • ก็ไม่หรอกครับ เที่ยวๆแบบเปิดใจให้กว้าง เราก็จะเรียนรู้ไปเรื่อยๆครับ🙂

  3. สวยมากค่ะ จะจัดเข้าในโปรแกรมเที่ยวในอนาคตไม่เกิน 5 ปี
    ฝันให้ไกล……plan จะไปให้ถึง

Discuss here...

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s